“บอส สิทธิชาติ” ทวงคืนความเท่าเทียม ดันเชียงใหม่สู่ “เมืองจักรยานที่เป็นธรรม
9 มิถุนายน 2569 : 08.55 น.
เรื่อง/ภาพ ชาจีน
เชียงใหม่ยังคงเป็น “เมืองในฝัน” ที่ดึงดูดให้คนรุ่นใหม่และคนทำงานทักษะสูงตัดสินใจย้ายถิ่นฐานมาปักหลักใช้ชีวิต แต่เมื่อความตั้งใจที่อยากได้คุณภาพชีวิตที่ดี ต้องมาสะดุดกับปัญหาผังเมืองที่ไร้ทิศทาง มลพิษทางอากาศ และถนนที่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อคนเดินเท้า-คนปั่นจักรยาน ทำให้กลุ่มคนรุ่นใหม่ในพื้นที่ลุกขึ้นมาส่งเสียงว่า หากเชียงใหม่ต้องการเป็นเมืองที่มีอนาคตและรักษาคนเก่งๆ เอาไว้ได้ ทางรอดเดียวคือ การเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างไปสู่เมืองที่เดินได้และปั่นจักรยานดี เพื่อปรับตัวรับมือกับวิกฤต Climate Change ไปพร้อมกัน
“บอส” สิทธิชาติ สุขผลธรรม คือหนึ่งในภาพสะท้อนชัดเจนของคนรุ่นใหม่กลุ่มนั้น เขาเป็นคนกรุงเทพฯ ที่ตัดสินใจย้ายมาใช้ชีวิตและทำงานอยู่ที่เชียงใหม่ตั้งแต่ช่วงโควิด-19 (ปี 2021) ปัจจุบันเขาดำรงตำแหน่ง Principal Climate Data & Adaptation (ผู้เชี่ยวชาญหลักด้านข้อมูลสภาพภูมิอากาศและการปรับตัว) บริษัท เดอะ ครีเอจี้ จำกัด (Creagy) ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาชั้นนำด้านการจัดการความยั่งยืนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยให้บริการให้คำปรึกษาแก่หน่วยงานภาครัฐและเอกชนในการรับมือกับนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Net Zero) และกลยุทธ์ด้านความยั่งยืน
โดย “บอส” รับผิดชอบงานขับเคลื่อนด้าน Climate Change เชิงนโยบาย และล่าสุดได้รับความไว้วางใจในการดำเนินงานร่วมกับ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังเป็นผู้ก่อตั้งเพจ Chiang Mai Urban Cyclist และใช้จักรยานสัญจรในชีวิตประจำวันบนท้องถนนเมืองเชียงใหม่
ในฐานะคนรุ่นใหม่ที่เลือกเชียงใหม่เป็นบ้าน และเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานกับข้อมูลสภาพภูมิอากาศระดับประเทศ มองถึงความท้าทายและโอกาสในการจัดสรรพื้นที่สาธารณะของเชียงใหม่ โดยเน้นย้ำว่าการเปลี่ยนผ่านสู่เมืองที่เดินได้และปั่นจักรยานดี ไม่ใช่เรื่องของความสะดวกสบายหรือแฟชั่น แต่คือ "ยุทธศาสตร์การปรับตัว" เพื่อความอยู่รอดของเมืองและผู้คนอย่างเท่าเทียมกัน “สิทธิชาติ สุขผลธรรม” ให้สัมภาษณ์ “Ride a Bike News”
@ผังเมืองที่ "รถยนต์มาก่อนเสมอ"
ในมุมมองของคนรุ่นใหม่ที่มองเห็นโครงสร้างเมืองและสัมผัสความจริงจากการปั่นจักรยานในชีวิตประจำวัน บอส ชี้ให้เห็นว่า การออกแบบผังเมืองและโครงสร้างพื้นฐานของเชียงใหม่ในปัจจุบันยังคงติดกับดักการยึดเอา "รถยนต์เป็นศูนย์กลาง" โดยสังเกตได้จากการกำหนดจำนวนช่องจราจรและความกว้างของถนนก่อนเสมอ ส่วนพื้นที่สำหรับทางเท้า (ฟุตบาท) มักถูกจัดสรรเป็นลำดับสุดท้าย หรือบางครั้งก็หายไปเลย ทำให้ทางเท้ามีความกว้างไม่สม่ำเสมอและไม่เพียงพอต่อการใช้งานจริง
"คือผมว่ามันก็จะมี 3 หลักการหลักๆ ก็คืออันดับแรก มันเป็นเรื่องการจัดสรรพื้นที่สาธารณะที่เรามีอยู่แล้ว ว่าเราจะให้ความสำคัญใครก่อน คือถ้าเกิดเราสังเกตถนนหนทางในเชียงใหม่ มันจะเป็นประมาณว่า กำหนดมาก่อนว่าช่องจราจรจะมีกี่ช่อง แต่ละช่องจะกว้างเท่าไหร่ แล้วถ้าเหลือฟุตบาทก็ค่อยว่ากัน"
@เมื่อการข้ามถนนกลายเป็นเรื่องเสี่ยงชีวิต
อีกหนึ่งปัญหาสำคัญคือ การขาดจังหวะในการข้ามถนนหรือเลี้ยวขวาสำหรับผู้ใช้จักรยานและคนเดินเท้า เนื่องจากสัญญาณไฟจราจรมีน้อยเกินไป ทำให้การข้ามถนนกลายเป็นเรื่องอันตรายและยากลำบาก โดยเฉพาะในเส้นทางรอบคูเมืองที่รถยนต์สัญจรด้วยความเร็วสูง
"พอทำอย่างนั้นมันทำให้คนข้ามถนนยากมาก เพราะว่ามันไม่มีจังหวะหยุด เราก็ต้องใช้จังหวะไฟแดงเป็นตัวเลี้ยวขวาหรือข้ามถนน ผมว่าในเขตคูเมืองต้องเอาเรื่องนี้กลับมา ความหนาแน่นของสัญญาณไฟแดงต้องมีเยอะกว่านี้ คนจะได้ข้ามง่าย จักรยานก็จะได้ข้ามง่ายเหมือนกัน"

นอกจากนี้ ปัญหาการจอดรถทิ้งไว้เป็นเวลานานบนพื้นที่สาธารณะยังเป็นอีกหนึ่งอุปสรรคที่ส่งผลกระทบต่อการสัญจรและเศรษฐกิจของร้านค้าในพื้นที่
"คือถ้าจอดโหลดของชั่วคราวมันก็ยังจำเป็นนะครับ แต่พอเป็นรถที่จอดทิ้งเป็นชั่วโมง คือมันไม่มีอะไรดี กลายเป็นว่ามีคนมาจองพื้นที่ ซึ่งผมว่าปัญหานี้ต้องจัดการนะครับ"
@มรดกวัฒนธรรมที่ถูกการขยายถนนทำลาย
บอส สะท้อนบทเรียนสำคัญจากการขยายถนนที่เกิดขึ้นในช่วงปี 2558-2563 ซึ่งทำให้โบราณสถานและต้นไม้ใหญ่หลายแห่งต้องถูกทำลายเพื่อเปิดทางให้กับรถยนต์ สะท้อนให้เห็นถึงการขาดการวางแผนที่คำนึงถึงบริบทโดยรอบ โดยยกตัวอย่างโครงการปรับปรุงถนนคันคลองชลประทานที่ภาคประชาชนต้องเข้าไปคัดค้าน
"อย่างกรมทางหลวง เขาก็จะรู้สึกว่าจะมีโครงการปรับปรุงถนนคันคลอง ซึ่งพวกเราก็ไปคัดค้านเพราะว่าเรามีความเป็นห่วงมาก คือเขาออกแบบไม่สนใจรอบข้างเลย ตอนแรกเขาเสนอมาแบบว่าต้องขยายเลน ต้องทำทางยกระดับคร่อมไป เราก็เข้าไปให้ความเห็น เพราะจริงๆ ทำแบบนี้มันยิ่งตัดขาดคนสองฝั่งนะครับ"
การสูญเสียพื้นที่สีเขียวเหล่านี้ซ้ำเติมให้ตัวเมืองเผชิญกับวิกฤตความร้อนที่รุนแรงขึ้น ทั้งที่ในความเป็นจริง ต้นไม้และร่มเงาคือ "สมบัติสาธารณะ" ที่ช่วยบรรเทาอุณหภูมิโลกที่กำลังสูงขึ้นอย่างน่ากลัว
@การเดินทางคืออิฐก้อนแรก
ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการปรับตัวรับมือวิกฤตภูมิอากาศ บอส เปรียบเทียบระบบคมนาคมขนส่งไว้อย่างน่าสนใจว่า เรื่องการเดินทางเหมือนเป็นอิฐก้อนแรกของเมือง เพราะรูปแบบการเดินทางจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของทุกสิ่ง ตั้งแต่ลักษณะผังเมือง รูปแบบที่อยู่อาศัย ไปจนถึงความสัมพันธ์และความรู้สึกของผู้คน ว่าพวกเขาจะเชื่อมโยงกับธรรมชาติและเพื่อนบ้านรอบข้างอย่างไร
บทเรียนจากทั่วโลกพิสูจน์แล้วว่า การพัฒนาเมืองที่มุ่งเน้นเอา “รถยนต์” เป็นศูนย์กลาง ล้วนสร้างผลกระทบเชิงลบมากกว่าข้อดี แม้แต่ประเทศต้นแบบเมืองจักรยานอย่างเนเธอร์แลนด์ ในอดีตก็เคยหลงทางพัฒนาเมืองเพื่อรถยนต์อยู่นานกว่า 20 ปี ก่อนจะไหวตัวทันและใช้เวลาลองผิดลองถูกอีกกว่า 30 ปี ในการเปลี่ยนผ่านกลับมาเป็นเมืองจักรยานและเมืองเดินได้ที่มีคุณภาพชีวิตดีที่สุดในโลก

"จริงๆ แล้ว เรื่องการเดินทางไม่มีอะไรยากในเชิงเทคนิคเลยครับ มันเป็นเรื่องง่ายๆ พื้นฐานอย่างการส่งเสริมการเดิน ใช้ระบบขนส่งมวลชน และการใช้จักรยาน แต่สิ่งที่ยากที่สุดไม่ใช่เทคนิค มันคือ การจัดสรรและแบ่งปันความทุกข์ความสุข เพราะคนที่จะรู้สึกเสียประโยชน์ในช่วงแรก ก็คือกลุ่มคนที่เคยได้ประโยชน์และครองพื้นที่เมืองมาอย่างยาวนาน"
"คูเมืองคือจุดเริ่มต้นที่มีศักยภาพ ในการเป็นโมเดลเปลี่ยนเมืองให้ปั่นได้ เดินได้ เราจะได้ทั้งเมืองและสภาพแวดล้อมที่ดีกลับคืนมา ลองตั้งคำถามดูว่า ทำไมคนไทยชอบไปเที่ยวญี่ปุ่น ก็เพราะเราชอบเมืองของเขา ชอบบรรยากาศที่เดินได้ ร่มรื่น และปลอดภัย ถ้าเราอยากให้เมืองไทยน่าอยู่แบบนั้น มันก็มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องกล้าลุกขึ้นมาเปลี่ยนเมืองตั้งแต่วันนี้"


แม้การเปลี่ยนแปลงจะต้องเผชิญกับความไม่คุ้นชินในช่วงแรก แต่เชื่อว่า ผลลัพธ์ที่ได้จะคุ้มค่าเหมือนกับเมืองในต่างประเทศที่คนไทยชอบเดินทางไปเยือน โดยเฉพาะในเขตเมืองเก่าของเชียงใหม่มีต้นทุนที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว
ทั้งนี้ ในช่วงเปลี่ยนผ่านย่อมต้องเผชิญกับความไม่คุ้นชินและมีความไม่สะดวกสบายเกิดขึ้นแน่นอน แต่เมื่อกระบวนการเปลี่ยนผ่านนี้เสร็จสิ้น สังคมโดยรวมทั้งหมดจะได้ประโยชน์ร่วมกันอย่างมหาศาล
อย่างไรก็ตาม ความฝันของคนรุ่นใหม่นี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากไม่มีโครงสร้างพื้นฐานที่ปลอดภัย และขาดนโยบายที่ชัดเจนจากหน่วยงานส่วนท้องถิ่น
"ผมว่ามันมีคนพร้อมทำอยู่แล้ว แต่ว่าตอนนี้มันตบมือข้างเดียวไม่ได้ มันต้องเทศบาลทั้งหลายออกมาด้วย ต้องมีนโยบายตรงนี้ชัดเจน ว่าเราจะเริ่มทำเส้นไหนเป็นเส้นนำร่องก่อน"
@ “เมือง” ต้องเอาจักรยานนำ
บอส มองว่า เมืองที่มีอนาคตทั่วโลกล้วนกล้าที่จะเปลี่ยนผ่าน โดยยกตัวอย่างเมืองใหญ่อย่างปารีสและนิวยอร์กที่เริ่มปรับเปลี่ยนผังเมืองให้เป็นมิตรกับจักรยานมากขึ้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา
"คือผมว่ายังไง เอาจริงๆทุกเมือง ถ้าจะมีอนาคต มันต้องเปลี่ยน มันต้องเอาจักรยานนำ อันนี้พูดตรงๆ นะ คือไม่ใช่ด้วยความที่ผมใช้จักรยานอะไรนั่นหรอก แต่ว่ามันเป็นเรื่องความหนาแน่น เรื่องความปลอดภัย แล้วก็เรื่องสิทธิพลเมือง"

การส่งเสริมการใช้จักรยานไม่ได้หมายถึงการกำจัดรถยนต์ แต่เป็นการจัดสรรพื้นที่ให้เกิดความสมดุลและ “เป็นธรรม” มากขึ้น เพื่อให้ประชาชนมีทางเลือกในการเดินทางที่หลากหลาย เพราะหลายคนใช้รถยนต์ในชีวิตประจำวันเพียงเพราะเมืองไม่มีทางเลือกอื่นที่สะดวกและปลอดภัยให้
"คือไม่ได้บอกว่าเวลาเราทำเมืองให้จักรยาน มันจะไม่มีที่ให้รถยนต์ หรือว่ารถมอเตอร์ไซค์ หรือการเดินทางอื่น คือเราก็แค่ต้องลด หรือว่าจัดสรรพื้นที่ให้มันเป็นธรรม แล้วมันไม่ได้มีความจำเป็นต้องใช้รถยนต์เยอะขนาดนั้น"
@แก้ผังเมือง ดึงดูดคนเก่ง-หยุดปัญหาสมองไหล
บอส บอกว่า ปัจจุบันเชียงใหม่กำลังเผชิญปัญหาการไหลออกของคนรุ่นใหม่เนื่องจากเมืองยังไม่น่าอยู่และขาดพื้นที่สร้างสรรค์ แต่หากเทศบาลและผู้มีอำนาจหันมาฟังเสียงและปรับปรุงผังเมืองให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีสิ่งแวดล้อมที่รองรับวิกฤต Climate Change เมืองจะสามารถดึงดูดกลุ่มคนเก่งและเม็ดเงินลงทุนกลับเข้าสู่เมืองได้อย่างมหาศาล
"คือเชียงใหม่เป็นอีกจุดหนึ่งที่ทำให้คนไหลออก แล้วมันทำให้อาจจะขาดคนรุ่นใหม่ๆ ที่เข้ามาช่วยกัน ที่มีพลังสังคม พลังผลักดันประเด็นเชิงเมืองแบบนี้ คือถ้าเปลี่ยนเมืองให้มันเริ่มน่าอยู่ขึ้น มันจะเริ่มดึงคนที่เก่งๆ เพราะว่าถ้าเกิดเราดึงให้เมืองนี้มีคุณภาพชีวิตที่ดี คนที่เขาอยากมาทำงาน เขาอาจจะเริ่มย้ายมาก่อน แล้วพวกบริษัทการลงทุนจะตามคนมาเอง"
สุดท้ายแล้ว ข้อเสนอเรื่อง "เมืองจักรยานที่เป็นธรรม" ไม่ใช่เพียงแค่ความฝันที่เป็นไปไม่ได้ แต่มันคือพิมพ์เขียวของเมืองที่ผ่านการพิสูจน์จากทั่วโลกมาแล้วว่าทำได้จริง และเป็นทางรอดเดียวท่ามกลางวิกฤตโลกเดือด
"เอาจักรยานนำ" คือยุทธศาสตร์กู้ชีพเมืองเชียงใหม่ให้กลับมามีชีวิตชีวา มีเศรษฐกิจชุมชนที่เดินหน้า และมีสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน
วันนี้ คนรุ่นใหม่และภาคประชาชนพร้อมแล้วที่จะช่วยกันลงมือทำ เหลือเพียง นโยบายที่ชัดเจนและความกล้าหาญ จากฝั่งผู้บริหารเมืองและเทศบาล ว่าจะยอมตบมือตอบรับเพื่อเปลี่ยนเชียงใหม่ให้เป็นเมืองในฝันที่เดินได้และปั่นดีอย่างเท่าเทียมกันได้เมื่อไหร่ เพราะอนาคตของเชียงใหม่ ไม่ควรมีใครต้องถูกทิ้งไว้บนท้องถนนที่ไร้ความปลอดภัยอีกต่อไป
ถึงเวลาแล้วที่เมืองนี้ต้องหยุดเดินตามหลังรถยนต์ แล้วหันมาสร้างอนาคตที่ยึดโยงกับ "มนุษย์" และ "ธรรมชาติ" อย่างแท้จริง
