บทเรียนสงครามตะวันออกกลาง: จักรยานคือยุทธศาสตร์ความมั่นคง
เรื่อง/ภาพ ชาจีน
ตลอด 13 ปีที่ฉันคลุกคลีอยู่กับแวดวงจักรยานและพยายามผลักดันการเดินทางทางเลือกผ่านเว็บไซต์นี้ ฉันมักจะได้ยินคำถามเดิมๆ ว่า "ปั่นจักรยานในเมืองไทยจะไหวเหรอ?" หรือ "ทำไมต้องลำบากไปต่อรถเมล์ รถไฟฟ้า ในเมื่อขับรถส่วนตัวสบายกว่า?"

แต่ในวันนี้ เมื่อเสียงระเบิดในตะวันออกกลางดังกังวานขึ้นอีกครั้ง และส่งแรงสั่นสะเทือนมาถึงหัวจ่ายน้ำมันทุกแห่งในประเทศไทย จนราคาน้ำมันขายปลีกพุ่งทะยานและมีทีท่าว่าจะไม่หยุดอยู่แค่นี้ คำตอบของคำถามเหล่านั้นก็ปรากฏชัดเจนขึ้นด้วยตัวมันเอง... นั่นเพราะเรากำลังใช้ชีวิตอยู่บนความเสี่ยงที่แขวนไว้กับหยดน้ำมันจากอีกซีกโลกหนึ่ง
@วิกฤตพลังงาน...บทพิสูจน์ความเปราะบางของเมือง
เมื่อราคาน้ำมันสั่นสะเทือนเพราะสงคราม เมืองที่พึ่งรถยนต์ส่วนตัวคือเมืองที่เปราะบางที่สุด และนี่คือเหตุผลที่จักรยานต้องถูกมองใหม่ในฐานะยุทธศาสตร์ระดับชาติ
สงครามครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า เมืองที่พึ่งพารถยนต์ส่วนตัวเป็นหลักคือเมืองที่ "เปราะบาง" (Fragile) ที่สุด เมื่อใดก็ตามที่กลไกราคาพลังงานโลกบิดเบี้ยว ระบบเศรษฐกิจและค่าครองชีพของคนในเมืองจะพังทลายลงทันที เพราะต้นทุนการเคลื่อนที่ของประชากรผูกติดกับฟอสซิลเกือบ 100%

ในทางกลับกัน เมืองที่มีความสามารถในการฟื้นตัวสูงหรือ Resilient City คือเมืองที่มีทางเลือกในการเดินทางที่หลากหลาย โดยเฉพาะการมีโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุน "จักรยาน" และ "ระบบขนส่งมวลชน" ที่เข้มแข็ง
@จักรยาน + ขนส่งมวลชน: ยุทธศาสตร์ 1+1 ที่มากกว่าความประหยัด
หากเรามองภาพกว้าง การส่งเสริมให้คนเปลี่ยนจากการขับรถยนต์ส่วนตัว มาเป็นการ "ปั่นจักรยานเชื่อมต่อขนส่งสาธารณะ" ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องการลดมลพิษหรือการออกกำลังกาย แต่นี่คือ ยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางพลังงานระดับชาติ ด้วยเหตุผล 3 ประการ:
.jpg)
1.การกระจายความเสี่ยง (Diversification) เมื่อเรามีเลนจักรยานที่ปลอดภัยและรถเมล์ไฟฟ้า (EV Bus) ที่ครอบคลุม ประชาชนจะมี "ทางรอด" ในวันที่น้ำมันแพง การเคลื่อนที่ของแรงงานและเศรษฐกิจจะไม่หยุดชะงักเพียงเพราะราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งสูง
2.ประสิทธิภาพต่อหัวที่สูงสุด รถเมล์ 1 คัน หรือรถไฟฟ้า 1 ขบวน ขนส่งคนได้มากกว่ารถยนต์ส่วนตัวหลายสิบเท่า และเมื่อใช้จักรยานมาช่วยแก้ปัญหา First & Last Mile (การเดินทางช่วงต้นและช่วงท้ายจากบ้านไปสถานี) จะทำให้ระบบขนส่งมวลชนมีประสิทธิภาพสมบูรณ์แบบโดยไม่ต้องใช้พลังงานเชื้อเพลิงแม้แต่หยดเดียวในการเข้าถึงเส้นเลือดฝอยของเมือง
3.เศรษฐกิจหมุนเวียนในท้องถิ่น เงินที่เคยเสียไปกับการนำเข้าน้ำมันมหาศาลจะถูกเปลี่ยนมาเป็นเงินออมในกระเป๋าของประชาชน ซึ่งจะถูกนำไปใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจฐานราก แทนที่จะไหลออกนอกประเทศตามราคาน้ำมัน
@13 ปีแห่งการเรียนรู้...ถึงเวลาขยับจาก "ทางเลือก" เป็น "ทางหลัก"
จากประสบการณ์ 13 ปีที่ฉันเห็นความพยายามในการสร้างทางจักรยานมาหลายยุคสมัย สิ่งที่ขาดหายไปคือการ "เชื่อมโยง" เรามักมองจักรยานแยกส่วนจากรถเมล์ และมองรถเมล์แยกส่วนจากรถไฟฟ้า

ในยามวิกฤตสงครามตะวันออกกลางปี 2569 นี้ ฉันอยากเสนอว่า รัฐบาลและท้องถิ่นควรหยุดมองว่าจักรยานเป็นเรื่องนันทนาการ แต่ต้องมองว่าเป็น "ยานพาหนะเชิงยุทธศาสตร์" ที่ต้องมีที่จอดที่ปลอดภัยทุกสถานีขนส่ง ต้องมีเลนที่เชื่อมต่อถึงกันจริงๆ และต้องสนับสนุนให้คนกล้า "ทิ้งรถไว้ที่บ้าน" โดยไม่มีความกังวล
@ก้าวข้ามวิกฤตด้วยความยั่งยืน
สงครามในตะวันออกกลางอาจจะเป็นเหตุการณ์ชั่วคราว แต่แนวโน้มพลังงานโลกและความผันผวนจะอยู่กับเราตลอดไป ถึงเวลาแล้วค่ะที่เราจะใช้ "วิกฤต" ครั้งนี้เป็นโอกาสในการรื้อสร้างระบบการเดินทางของไทยใหม่
.jpg)
ให้จักรยานเป็นจุดเริ่มต้นของทุกเช้า และให้ขนส่งมวลชนเป็นกระดูกสันหลังที่พาเราไปสู่จุดหมาย เพื่อให้ประเทศไทยมีความมั่นคงที่ไม่ต้องยืมจมูกคนอื่นหายใจ และเพื่อให้เราจะไม่ต้องมานั่งกังวลกับราคาน้ำมันที่หน้าปั๊มอีกต่อไป