Travel & Route
พลิกโฉม "น้ำแม่คาว" สู่เส้นทางสุขภาวะ "ปั่น ล่อง เดิน" แลนด์มาร์กเชียงใหม่

8 มิถุนายน 2569 : 11.02 น.

เรื่อง/ภาพ  ชาจีน

 

ถือเป็นมิติใหม่ของการพัฒนาเมืองริมน้ำ เมื่อโครงการ "แม่คาวศึกษา" ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากกองทุนสุขภาวะเชียงใหม่ (Chiang Mai Health Fund) ร่วมกับ สสส. ได้เดินหน้าขับเคลื่อนอย่างยั่งยืนเพื่อแก้ปัญหาภาวะโลกเดือด ผ่านการดึงศักยภาพของ "แม่น้ำคาว" นิเวศบริการฝั่งตะวันออกที่สำคัญของเมืองเชียงใหม่


 

​โดยล่าสุดมุ่งเน้นการเชื่อมโยงความร่วมมือแบบไร้รอยต่อระหว่าง 3 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้แก่ เทศบาลตำบลท่าศาลา (อำเภอเมือง) เทศบาลตำบลสันกลาง (อำเภอสันกำแพง) และเทศบาลตำบลป่าบง (อำเภอสารภี) เพื่อพลิกฟื้นลำน้ำคาวให้เป็นทั้งโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวและเส้นทางสุขภาวะต้นแบบ


@จาก "แม่น้ำคาว" สู่นิเวศบริการ-เกราะกำบังเมือง

โอบเอื้อ กันธิยะ สถาปนิกจาก วิ่งเล่น สตูดิโอ ในฐานะสถาปนิกชุมชนและผู้รับผิดชอบโครงการแม่คาวศึกษา เปิดเผยว่า แม่น้ำคาว (หรือลำน้ำแม่คาว) เป็นลำน้ำสายรองที่ไหลขนานข้ามพื้นที่อำเภอต่างๆ ในจังหวัดเชียงใหม่ โดยมีแนวทิศทางไหลขนานไปทางฝั่งทิศตะวันออกของแม่น้ำปิง เป็นพื้นที่นิเวศที่ยังคงความสมบูรณ์ มีศักยภาพในการเป็น "เกาะความเย็น" ช่วยลดความร้อนของเมือง รวมถึงช่วยกรองฝุ่นควันและเป็นพื้นที่สุขภาวะของคนในชุมชนริมน้ำ


 

​แต่เนื่องจากในอนาคตมีแนวโน้มที่จะเสื่อมโทรมลง ทางโครงการจึงเสนอแนวคิด "ใช้กิจกรรมการเรียนรู้เป็นเครื่องมือ" ให้คนในพื้นที่หันกลับมาฟื้นฟูและเห็นคุณค่า โดยมีการดีไซน์กิจกรรมไว้ถึง 8 รูปแบบ ครอบคลุมทั้งด้านประวัติศาสตร์ นิเวศธรรมชาติ สันฐานเมือง วัฒนธรรม รวมถึงเรื่อง "การสัญจร" ภายใต้คอนเซปต์ "ปั่น ล่อง เดิน" เพื่อพิสูจน์ว่าแม่น้ำคาวสามารถเดินทางเชื่อมต่อได้หลากหลายรูปแบบ

@ผนึก 3 ท้องถิ่น "ท่าศาลา - สันกลาง - ป่าบง"

หัวใจสำคัญของโครงการนี้คือ การทำงานร่วมกับผู้มีอำนาจในท้องถิ่น โดยปัจจุบันได้ขยายความร่วมมือจากเดิมที่เริ่มกับ เทศบาลตำบลท่าศาลา (อำเภอเมือง) ไปสู่ เทศบาลตำบลสันกลาง (อำเภอสันกำแพง) และ เทศบาลตำบลป่าบง (อำเภอสารภี)

นอกจากนี้ ทางโครงการได้นำเสนอภาพแบบร่างจำลองพื้นที่สาธารณะ (Perspective ดีไซน์เมือง) ให้แก่ทั้ง 3 เทศบาลเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา เพื่อหวังเปลี่ยนพื้นที่ริมน้ำให้ถูกนำไปใช้ออกแบบและพัฒนาจริง ซึ่งขณะนี้มี 2 พื้นที่ที่มีแนวโน้มและศักยภาพสูงในการผลักดันต่อ เนื่องจากมีการพัฒนาเดิมอยู่แล้ว ได้แก่ 1.โหล่งฮิมคาว (เขตเทศบาลตำบลสันกลาง) 2.ฝายมังกาละโป่ (น้ำแม่คาว เขตเทศบาลตำบลท่าศาลา)


"เทศบาลเป็นทั้งเจ้าของโจทย์ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย และเป็นผู้ที่มีอำนาจในการหยิบแผนการดีไซน์นี้ไปใช้ต่อ การมีภาพแผนผังการพัฒนา (Master Plan) จะช่วยให้ท้องถิ่นเห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าควรพัฒนาไปในทิศทางไหน แทนที่จะพัฒนาแยกกันเป็นจุดๆ โดยไม่มีแผนระยะยาวรองรับ" 


@เติมชีวิตชีวาให้เชียงใหม่ ผ่าน "การมีส่วนร่วม"

ในฐานะสถาปนิกชุมชน โอบเอื้อ สะท้อนมุมมองว่า ปัจจุบันเมืองเชียงใหม่มักถูกออกแบบตามหลักการของผู้เชี่ยวชาญ แต่ขาดมิติทางวิถีชีวิต นิเวศธรรมชาติ และวัฒนธรรมที่สะท้อนจากคนในพื้นที่จริงๆ โครงการนี้จึงพยายามดึงเสียงและการมีส่วนร่วมของชุมชนขึ้นมา ซึ่งก้าวต่อไปจำเป็นต้องยกระดับสู่วาระจังหวัด เนื่องจากแม่น้ำคาวมีความยาวไหลผ่านถึง 13 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) แต่เทศบาลแต่ละแห่งมีข้อจำกัดด้านงบประมาณและดูแลได้เพียงพื้นที่ของตนเอง


"ในอนาคตจึงจำเป็นต้องยกระดับเรื่องนี้ให้เป็น 'วาระร่วมระดับจังหวัด' โดยเตรียมเชื่อมโยงข้อมูลข้อเท็จจริงในพื้นที่นี้ ไปพูดคุยกับองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) และสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด (ทสจ.) เพื่อสร้างกลไกขับเคลื่อนและสนับสนุนงบประมาณในระยะยาวต่อไป" 


@สู่แผนบริหารจัดการน้ำ

อุบลวรรณ ทาปัน รองนายกเทศมนตรี เทศบาลตำบลสันกลาง อำเภอสันกำแพง กล่าวว่า แม้ว่าในภาพใหญ่จะมีข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ร่วมกันถึง 13 อปท. ตลอดแนวแม่น้ำคาว เพื่อบูรณาการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำ ฟื้นฟูสภาพลำน้ำ และป้องกันน้ำท่วม แต่ในระยะเริ่มต้นนี้ การขับเคลื่อนที่เป็นรูปธรรมที่สุดเกิดขึ้นในพื้นที่รอยต่อสำคัญ ซึ่งขณะนี้การทำงานมุ่งเน้นไปที่พื้นที่ท้ายน้ำ อาทิ ตำบลท่าศาลา (อำเภอเมือง) และตำบลสันกลาง (อำเภอสันกำแพง) โจทย์ใหญ่ระดับพื้นที่อันดับแรกควบคู่ไปกับการพัฒนาทัศนียภาพคือ การบริหารจัดการน้ำ เนื่องจากพื้นที่บริเวณนี้เป็นแอ่งรองรับน้ำที่เสี่ยงต่อปัญหาน้ำท่วมขังในฤดูน้ำหลาก และตื้นเขินในฤดูแล้งจากการที่ไม่ได้ขุดลอกมาเป็นเวลานาน


 

​โดยขณะนี้ทางเทศบาลตำบลสันกลางจึงได้เริ่มเดินหน้าแผนงานเร่งด่วน โดยประสานความร่วมมือกับ สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด (ทสจ.) และ สำนักงานชลประทานที่ 1 ร่วมกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และทีมอาสาสมัครท้องถิ่นรักษ์โลก (อถล.) ในการเตรียมแผน "ขุดลอกลำน้ำคาว" พร้อมทั้งเตรียมเสนอแผนแม่บท (Master Plan) นี้ไปยัง องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ (อบจ.) เพื่อขอสนับสนุนงบประมาณร่วมในการดำเนินการระยะยาว

นอกจากนี้ ในมิติของคุณภาพชีวิตและสุขภาวะ ทางเทศบาลยังอยู่ระหว่างการขยายเขตประปาส่วนภูมิภาคเข้ามาทดแทนการใช้ระบบประปาหมู่บ้านเดิม เพื่อให้ประชาชนและชุมชนริมน้ำได้มีน้ำสะอาดที่ได้มาตรฐานใช้งานอย่างยั่งยืน

@ปลุกเส้นทางจักรยานริมน้ำคาว

สำหรับแบบจำลองพื้นที่สาธารณะ (Perspective) และไอเดียการพัฒนาที่ได้จากความร่วมมือของสถาปนิกชุมชนและนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) และมหาวิทยาลัยแม่โจ้ นั้น ทางเทศบาลตำบลสันกลางเห็นว่า "เส้นทางปั่นจักรยานเชื่อมต่อพื้นที่ริมน้ำคาว" เป็นสเต็ปที่มีความเป็นไปได้สูงที่สุดในการผลักดันให้เกิดขึ้นจริงในระยะอันใกล้นี้ เนื่องจากสามารถใช้โครงสร้างพื้นฐานเดิมและสอดรับกับนโยบายของผู้นำท้องถิ่นที่ให้ความสำคัญกับกีฬาและการสร้างพื้นที่สุขภาวะอยู่แล้ว


​ส่วนแผนการพัฒนาการท่องเที่ยวทางน้ำ (ล่องเรือท้องแบนขนาดเล็ก) ที่เป็นอีกหนึ่งต้นทุนทางธรรมชาติที่สวยงามของแม่น้ำคาว ปัจจุบันยังอยู่ในขั้นตอนการเตรียมความพร้อม โดยต้องอาศัยการปรับปรุงทางน้ำ กำจัดสิ่งกีดขวาง เช่น ต้นไม้ฉำฉาหรือกอไผ่ที่ล้มขวางลำน้ำ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากชลประทานที่ 1 ในการเข้ามาช่วยดูแลเครื่องจักร


@ปั้นวิถีชุมชน สู่ "แลนด์มาร์กใหม่"

รองนายกเทศมนตรี เทศบาลตำบลสันกลาง บอกว่า เป้าหมายสูงสุดของโครงการนี้คือ การยกระดับพื้นที่ริมน้ำคาวให้กลายเป็น "แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและวิถีชุมชน" เพื่อสร้างแลนด์มาร์กแห่งใหม่ที่อยู่ใกล้เมืองเชียงใหม่มากที่สุด ในส่วนของตำบลสันกลาง จะเน้นการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและชุมชน อาทิ การดึง Soft Power จากวัดโบราณอายุกว่า 400 ปี อย่างวัดสันกลางเหนือ และวัดบ้านมอญ มาร่วมจัดกิจกรรมทางประเพณีเพื่อดึงการมีส่วนร่วมของชาวบ้าน ควบคู่ไปกับการยกระดับย่านชุมชนสร้างสรรค์อย่างข่วงโหล่งฮิมคาวให้เติบโตยิ่งขึ้น โดยอนาคตอาจมีการจัดระบบขนส่งชุมชนขนาดเล็ก เช่น รถพ่วง หรือรถสกายแล็บ (Skylab) เพื่อเชื่อมต่อการเดินทางภายใน

"การเปลี่ยนผ่านสู่เมืองท่องเที่ยวชุมชนยั่งยืนต้องใช้เวลาและความเข้าใจ คาดว่าภายใน 2-3 ปีนี้ น่าจะเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรม ความท้าทายคือการดึงกลุ่มคนหลากหลาย ทั้งผู้สูงอายุในพื้นที่ กลุ่มเยาวชนรุ่นใหม่ รวมถึงผู้อยู่อาศัยในโครงการบ้านจัดสรรรอบๆ ให้หันมาร่วมมือกันพัฒนาและใช้ประโยชน์จากพื้นที่สุขภาวะริมน้ำแห่งนี้ร่วมกัน" 

การปั่นจักรยานสำรวจเส้นทางเลียบแม่น้ำคาวระยะทางไป-กลับกว่า 20 กิโลเมตร เริ่มปั่นจาก ดีแคทลอน เชียงใหม่ (Decathlon Chiang Mai) ตำบลหนองป่าครั่ง (อำเภอเมือง) ถึงโหล่งฮิมคาว (เทศบาลตำบลสันกลาง) ทำให้เห็นว่า "แม่น้ำคาว" ไม่ได้เป็นเพียงแค่ทางระบายน้ำหรือเส้นแบ่งเขตแดนตามแผนที่ ทว่า เป็นเส้นเลือดใหญ่ทางนิเวศที่ยังมีชีวิต และมีต้นทุนทางวัฒนธรรมที่พร้อมจะเบ่งบาน

​โจทย์ใหญ่หลังจากนี้คือ การเปลี่ยนภาพฝันในพิมพ์เขียว (Master Plan) ให้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จับต้องได้จริง การเชื่อมต่อทางจักรยาน-การล่องเรือ-เส้นทางเดินเท้าข้ามเขตแดนอย่างไร้รอยต่อ เป็นการผสมผสานการเดินทาง (Micro-mobility) และการพัฒนาเมือง/การท่องเที่ยวชุมชนอย่างยั่งยืนได้อย่างลงตัว

กล่าวคือ ไม่เพียงแต่จะช่วยลดอุณหภูมิของเมืองใหญ่ในภาวะโลกเดือดเท่านั้น แต่เป็นการคืนชีวิตชีวา สร้างเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และคืนพื้นที่สุขภาวะที่ปลอดภัยให้กับคนเชียงใหม่ทุกกลุ่มอย่างแท้จริง

เพราะเมืองที่ขับเคลื่อนด้วยทางเลือกการสัญจรที่ยั่งยืน คือเมืองที่มีอนาคต และโอบรับวิถีชีวิตของผู้คนได้อย่างงดงามที่สุด

 

banner ด้านขวา 1